Blog


กู้บ้านผ่าน ไม่ได้แปลว่า ผ่อนบ้านไหว

ขึ้นชื่อว่าบ้านใครๆก็ต้องอยากที่จะมีเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็ก หรือหลังใหญ่ ขอให้เป็นบ้านของเรา ก็ย่อมมีความสำคัญกับเราเป็นที่สุด เพราะบ้านคือทุกสิ่งสำหรับผู้คนที่ต้องดิ้นรนทำงานหามรุ่งหามค่ำ แม้จะเหนื่อยล้าเพียงใด แต่เมื่อได้กลับมาพักผ่อนที่บ้าน ความเหนื่อยเหล่านั้นย่อมทุเลาลงไปอย่างแน่นอน และแน่นอนที่สุดว่าการจะมีบ้านสักหลังนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะนอกจากความยากลำบากในการก่อสร้าง และการดูแลรักษาแล้ว เรื่องของเงินที่จะนำมาซื้อบ้านนั้นถือว่ายากกว่าเพราะถึงแม้จะสามารถกู้เงินมาซื้อบ้านได้ก็ตาม เพราะการกู้บ้านผ่าน ไม่ได้แปลว่า ผ่อนบ้านไหว

การที่แต่ละคนจะสามารถกู้เงินเพื่อซื้อบ้านได้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย เพราะนอกจากท่านจะต้องมีการเงินที่มั่นคงแล้ว การที่ท่านไม่มีหนี้สินใดๆเลยก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากท่านกู้เงินมาซื้อรถ นั้นหมายความว่าเมื่อท่านต้องการซื้อบ้าน ท่านอาจจะกู้เงินไม่ผ่านเพราะท่านยังมีประวัติในการผ่อนชำระเงินที่กู้อยู่หรือที่เรียกว่า ติดเครดิต บูโร ซึ่งผลที่ตามมาก็คือท่านจะไม่สามารถกู้เงินมาซื้อบ้านได้จนกว่าท่านจะผ่อนเงินจำนวนนั้นหมด หรือใกล้หมดแต่สำหรับบางท่านอาจโชคดีเพราะท่านอาจได้รับอนุมัติกู้เงินซื้อบ้านได้ถึงแม้จะมีประวัติในการผ่อนชำระหนี้อื่นอยู่ก็ตาม ซึ่งท่านอย่าเพิ่งดีใจจนเกินไปเพราะการกู้บ้านผ่าน ไม่ได้แปลว่า ผ่อนบ้านไหว ซึ่งปัจจัยนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายในแต่ละวันของท่านด้วยเช่นกัน

มีหลายคนที่มีโอกาสในการกู้เงินซื้อบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละเดือนท่านย่อมจะต้องถูกหักเงินค่าบ้านออกไปตามแต่จำนวนในการกู้และอัตราดอกเบี้ยแต่ละปีนั้น ซึ่งถ้าท่านสามารถผ่อนชำระไหวก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่อย่าลืมว่าการกู้บ้านผ่าน ไม่ได้แปลว่า ผ่อนบ้านไหว เพราะการผ่อนบ้านไม่ได้อยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่น 5ปี หรือ 10ปี แต่หากมันหมายถึงว่าท่านอาจจะต้องผ่อนบ้านหลังนั้น ไปอีก 20-30 ปีเลยทีเดียว และในอนาคตท่านเองก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองจะอยู่ในสถานการณ์ใด ซึ่งท่านอาจจะต้องหารายได้เสริม หรืออาจจะต้องวางแผนเก็บเงินอย่างเป็นระบบเพื่อให้การผ่อนบ้านนั้นไม่มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันมากเกินไปนัก

อย่างไรก็ตามการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวจนเกินไป ขอเพียงแต่ท่านมีการวางแผนและจัดการกับการเงินให้ดี เพราะเมื่อท่านสามารถจัดการกับการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ ภาวการณ์ใช้เงินฟุ่มเฟือยก็หมดไป หรือหากท่านสามารถหารายได้เสริมเพิ่มขึ้นได้อีก ก็ยิ่งช่วยให้ท่านผ่อนบ้านได้อย่างสบายใจมากขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญท่านต้องไม่ลืมว่า กู้บ้านผ่าน ไม่ได้แปลว่า ผ่อนบ้านไหว

Read more...



การวางแผนเกี่ยวกับบัตรเครดิต

ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงเร็ว การนำเงินในล่วงหน้ามาใช้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ซ้ำยังมีความจำเป็นมากอีกเสียด้วย เราจึงไม่อาจที่จะปฏิเสธได้เลยว่าบัตรเครดิตเป็นสิ่งจำเป็นในยุคนี้ แต่คุณๆทั้งหลายอย่าลืมว่าการใช้บัตรเครดิต คือ การนำเงินล่วงหน้ามาใช้ นั่นก็เท่ากับว่าคุณก็ต้องเป็นหนี้เขาล่วงหน้าไปด้วยนะ ดังนั้นอย่าเห็นแก่ความสะดวกอย่างเดียว เราจะต้องมีการวางแผนเกี่ยวกับบัตรเครดิต ทั้งการจะไปสมัครและการใช้ให้ดีด้วย คือคิดให้รอบด้านก่อนจะมีและก่อนจะใช้ วันนี้เราจึงมาขอแนะนำการ วางแผนเกี่ยวกับบัตรเครดิต ให้คุณๆทั้งหลายได้ทราบกัน

1.ประเมินตนเอง

นับเป็นการ วางแผนเกี่ยวกับบัตรเครดิต ที่สำคัญมากทีเดียว เพราะก่อนที่คุณจะตัดสินใจไปสมัครบัตรเครดิต(กรณีที่คุณสมบัติของคุณผ่านเกณฑ์ในการสมัครบัตรเครดิตแล้วเรียบร้อย)กับที่ไหนคุณจะต้องประเมินลักษณะนิสัยการใช้เงินและศักยภาพของคุณก่อน ว่าคุณมีความจำเป็นมากน้อยเพียงไรที่จะต้องมีบัตรเครดิตไว้ใช้ ภาระการใช้จ่ายต่อเดือนของคุณเป็นอย่างไร เมื่อหักลบแล้วคุณจะสามารถรับภาระการชำระหนี้จากบัตรเครดิตได้อีกหรือไม่ เพราะบางคนอาจใช้เงินเกินตัวอยู่เป็นประจำ ยิ่งมีบัตรเครดิตก็ยิ่งใช้หนักขึ้น จนไม่สามารถที่จะมาชำระหนี้ภายหลังได้ หากคุณอยู่ในข่ายนี้ก็แนะนำว่าไม่ควรมีบัตรเครดิต แต่ถ้าคุณไม่อยู่ในข่ายนี้และมีบัตรเครดิตแล้วก็ดูข้อต่อไป

2.วางแผนชำระหนี้อย่างละเอียด

จงจำไว้ว่าทางที่ดีอย่าเป็นหนี้บัตรเครดิตเกิน 10 % ของรายได้คุณในแต่ละเดือน การวางแผนชำระหนี้อย่างละเอียด นับว่าเป็นการ วางแผนเกี่ยวกับบัตรเครดิต ที่ถูกต้อง อย่างที่เรียนให้ทราบไปแล้วการใช้บัตรเครดิตในแต่ละครั้งคือการสร้างหนี้ล่วงหน้า ฉะนั้นถ้าคุณมีบัตรเครดิตไว้ในมือสิ่งที่ควรคิดเรื่องแรกคือ หนี้ที่ตามมา เพราะถ้าคุณคิดถึงเรื่องหนี้ไว้ก่อนทุกครั้งที่คุณใช้บัตรเครดิตคุณจะคิดอย่างละเอียดรอบคอบขึ้น คุณจะใช้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ทำให้คุณบริหารจัดการหนี้บัตรเครดิตได้อย่างมีระบบและไม่มีปัญหา

3.ใส่ใจใบแจ้งยอด

ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นเมื่อมีใบแจ้งยอดชำระมาก็ควรอ่านและพิจารณาให้ถี่ถ้วนจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินไปเปล่าๆ ที่สำคัญหากเป็นไปได้ควรเก็บสลิปบัตรเครดิตไว้ทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการใช้ในแต่ละเดือนหากเกิดกรณียอดไม่ตรงกับการใช้

4.ชำระให้ตรงเวลา

เมื่อเป็นหนี้แล้วก็ควรจะชำระให้ตรงเวลา จำรอบบัญชีให้ดี ใครมีบัตรเครดิตใบเดียวก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าใครมีหลายใบจะต้องจดจำรอบบัญชีแต่ละใบให้ดี และที่สำคัญชำระหนี้ทั้งหมดให้เต็มจำนวนด้วยนะ จะได้ไม่ต้องมาเสียค่าปรับและดอกเบี้ยอีกไงล่ะ

5.พลาดไปแล้วก็ควรตัดทิ้ง

หากคุณเผลอใช้บัตรเครดิตมากเกินไป จนทำให้เป็นหนี้มากและชำระได้ไม่ทันตามกำหนด คุณควรรีบติดต่อธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตของคุณ เพื่อขอเวลาเพิ่มในการผ่อนชำระหนี้ และที่สำคัญคุณควรจะทำการยกเลิกหรือตัดบัตรเครดิตนั้นไปก่อน เพื่อเป็นการหยุดการสร้างหนี้เพิ่มให้กับตัวเอง แต่ถ้ายกเลิกไม่ได้คุณก็ต้องพยายามเก็บให้ห่างตัวสักหน่อยจะได้ไม่ต้องให้บัตรมาสร้างหนี้ให้คุณอีก

ทั้งหมดนี้คือการ วางแผนเกี่ยวกับบัตรเครดิต ที่คุณควรนำไปปฏิบัติ สำหรับเรื่องบัตรเครดิตแล้วจงอย่าลืมคิดให้รอบด้านทุกครั้งก่อนทุกครั้งก่อนจะใช้ จะได้ไม่เกิดปัญหาหนักใจในภายหลัง

Read more...



การลงทุนในกองทุนรวม

การลงทุนมีความเสี่ยงก็จริง แต่ถ้าจะเลือกลงทุนประเภทที่ความเสี่ยงไม่มากนัก การลงทุนในกองทุนรวมก็ถือว่ายังน่าสนใจในทุกยุคทุกสมัย เนื่องจากผลตอบแทนส่วนใหญ่จะสูงกว่าเงินฝากประจำธนาคาร

กองทุนรวมคืออะไร? กองทุนรวมคือการรวบรวมเงินจากผู้ลงทุนรายย่อยทั้งหลายให้เกิดเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ โดยผู้ลงทุนแต่ละรายจะได้รับ “หน่วยลงทุน” เป็นหลักฐานการมีส่วนร่วมในเงินกองทุนนั้นตามสัดส่วนเงินที่ได้ลงทุนไป ทั้งนี้จะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม หรือ บลจ. ทำหน้าที่บริหารเงินของกองทุนรวมให้งอกงาม ผู้บริหารกองทุนรวมจะนำเงินที่ได้จากที่ทุกคนลงทุนในกองทุนรวมไปเลือกลงทุนในประเภทต่างๆ สูตรของการลงทุนทุกอย่างล้วนเหมือนกันหมดคือ เสี่ยงสูงผลตอบแทนสูง เสี่ยงต่ำผลตอบแทนต่ำ ถ้าเราอยากได้ผลตอบแทนสูง เราต้องเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง เช่นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ถ้าเราใจไม่ถึงพอ ก็ให้เลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตร

มือใหม่หัดลงทุนในกองทุนรวมต้องทำอย่างไรบ้าง?

อย่างแรกคือเราต้องทราบว่ากองทุนรวมเหมาะกับใคร? กองทุนรวมเหมาะกับคนลงทุนที่ไม่มีความชำนาญเรื่องการลงทุนมากนัก เป็นคนประเภทจะอ่านข้อมูลเองก็เหนื่อย จะเสี่ยงเองก็กลัว ยังไม่มีความรู้มากนัก รวมทั้งไม่มีเวลาติดตามข้อมูลข่าวสาร ที่สำคัญแม้ไม่มีความรู้มากนัก แต่อยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงกว่าการฝากเงินธนาคาร ถ้าคุณเข้าข่ายนี้แสดงว่าคุณเหมาะกับการลงทุนในกองทุนรวม

เลือกลงทุนกับกองทุนรวมกองไหนดี?

อย่างแรกคือเลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนตรงกับที่คุณต้องการ เช่น ผลตอบแทน 10% ผลตอบแทน 15% อย่าลืมว่าผลตอบแทนสูงเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต่ำเสี่ยงต่ำ ปัจจัยสำคัญที่เราต้องพิจารณาคือกองทุนนั้นให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ให้ย้อนหลังไปดูด้วยว่า 5 ปีที่ผ่านมาตัวเลขผลตอบแทนเป็นอย่างไร สม่ำเสมอไหม ถ้ายิ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นก็ยิ่งดี สิ่งที่ต้องพิจารณาตามมาคือกองทุนรวมนั้นนำเงินไปลงทุนอะไรบ้าง เช่น พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือนำไปลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีความเสี่ยงทั้งปานกลางและสูง เราควรรู้ว่ากองทุนรวมที่เราเลือกซื้อได้เลือกซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทอะไรบ้าง เช่น พลังงาน การสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในธุรกิจที่มั่นคงหรือไม่ อย่างที่สองคือผู้บริหารกองทุนเป็นใคร ผู้บริหารที่เก่งย่อมเก่งในเรื่องการลงทุน นั่นหมายถึงสามารถสร้างผลกำไรให้กองทุนได้ อย่างที่สามค่าใช้จ่ายในการบริหารการลงทุนในกองทุนรวมมากเกินกว่ากองทุนรวมที่คล้ายกันหรือไม่ ขอให้เลือกกองทุนรวมที่มีค่าใช้จ่ายต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆ ที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนกัน

แม้การลงทุนในกองทุนรวมมีความเสี่ยง แต่เป็นความเสี่ยงระดับปานกลางที่นักลงทุนมือใหม่สามารถเลือกลงทุนได้ ที่สำคัญหากเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ดี นั่นหมายถึงคุณจะได้ผลกำไรงาม จนทำให้ลืมเรื่องเงินฝากประจำธนาคารไปได้เลย

Read more...



กองทุนรวม

กองทุนรวม สำหรับนักลงทุนรุ่นเก๋าที่เชี่ยวชาญแล้วก็คงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ กองทุนรวม อาจจะยังเป็นอะไรที่ใหม่มาก วันนี้เราจึงอยากแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกองทุนรวมกัน มาดูกันดีกว่าว่าเป็นอย่างไร

กองทุนรวม คือ การลงทุนรูปแบบหนึ่ง ที่ผู้ลงทุนหลายๆคนเอาเงินมารวมกัน และมอบให้บริษัทจัดการหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการลงทุนเป็นผู้ดูแลและบริหารกองทุนนี้ให้ออกดอกออกผลมีกำไร

สาเหตุที่นักลงทุนต้องนำเงินมารวมกันและจัดตั้งกองทุนรวมนั้นอาจเป็นไปได้ว่าติดขัดด้วยเรื่องทุนทรัพย์ไม่เพียงพอ หรือมีอุปสรรคอื่นๆเช่น ยังเป็นมือใหม่ไม่มีประสบการณ์ หรือ ไม่มีเวลาในการศึกษาทำความเข้าใจ เป็นต้น ซึ่งกองทุนรวม ที่บริษัทจัดการหลักทรัพย์จัดการกองทุนดูแล ก็จะมีเงินปันผลหรือกำไรตอนขายคืนให้กับนักลงทุนแต่ละคนที่เข้าร่วม

กองทุนรวม มีอยู่ 2 ประเภท คือ

1.กองทุนปิด คือ กองทุนรวม ที่เปิดให้จองซื้อเพียงครั้งเดียวและกำหนดอายุของกองทุนเอาไว้ เช่น 3 ปี 5 ปี เป็นต้น เมื่อผู้ลงทุนซื้อกองทุนประเภทนี้จะไม่สามารถไถ่ถอนหน่วยลงทุนคืนได้จนกว่า อายุของกองทุนจะหมดอายุตามกำหนด

2.กองทุนเปิด คือ กองทุนรวม ที่เปิดให้ซื้อ – ขาย หน่วยลงทุน ตามที่บริษัทจัดการหลักทรัพย์จัดการกองทุนกำหนดไว้ เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ เป็นต้น อีกทั้งกองทุนนี้ไม่มีกำหนดอายุสิ้นสุดไว้ ส่วนใหญ่จึงนิยมกองทุนประเภทนี้ เพราะมีความยืดหยุ่นคล่องตัวกว่า

ทุกสิ่งย่อมมี 2 ด้าน กองทุนรวม ก็เช่นกัน มีข้อดีและข้อเสีย เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

ข้อดี

1.ได้รับการดูแลจากมืออาชีพ

2.เงินน้อยก็ลงทุนได้

3.มีการกระจายความเสี่ยง

4.มีสภาพคล่องที่ดี ในกรณีที่เป็นกองทุนเปิด

5.มีทางเลือกในการลงทุน

ข้อเสีย

1.เมื่อมีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็ย่อมต่ำไปด้วย

2.ไม่สามารถกำหนดการซื้อขายได้เอง

3.เมื่อมีการขายแล้ว จะไม่ได้รับค่าตอบแทนทันที มีขั้นตอนต่างๆตามมาซึ่งใช้เวลาหลายวัน

4.มีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ

เมื่อเราทราบข้อดีข้อเสียแล้ว ก็ยังต้องทราบถึงนโยบายของ กองทุนรวม ซึ่งมีความหลากหลายและแตกต่างกันออกไปด้วย เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ เน้นลงทุนในตราสารหนี้ กองทุนรวมตราสารทุน ก็จะเน้นการลงทุนในหุ้น กองทุนรวมผสม ก็จะมีนโยบายเน้นลงทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน เป็นต้น ซึ่งเราควรจะต้องทำความเข้าใจกับนโยบายของกองทุนนั้นๆให้ชัดเจน เพื่อที่จะดำเนินการลงทุนไปได้อย่างราบรื่น

กองทุนรวม จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ แม้จะเป็นนักลงทุนที่เชี่ยวชาญแล้วก็ตามแต่ถ้าเกิดปัญหาอุปสรรคการลงทุนบางอย่างก็อาจเปลี่ยนแนวทางมาเลือกลงทุนในรูปแบบ กองทุนรวม ก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน อย่าปล่อยให้โอกาสในมือคุณหลุดลอยไป ไม่แน่กองทุนรวมอาจเป็นอะไรที่ใช่ที่สุดสำหรับนักลงทุนแบบคุณก็ได้

Read more...



กองทุนคืออะไร

มนุษย์เงินเดือนทุกท่านคงทราบกันดีว่าในแต่ละเดือนนั้นไม่ง่ายเลยที่จะใช้เงินได้อย่างเพียงพอหรือบางท่านก็ใช้แบบเดือนชนเดือนกันเลยทีเดียว เพราะในแต่ละครั้งที่เงินเดือนออก เราก็จะต้องหักส่วนต่างๆออกเช่นหักค่าบ้าน ค่ารถ หรือหนี้บัตรต่างๆ แต่ก็ควรจะมีส่วนหนึ่งที่เราจะต้องหักเพื่อเป็นเงินเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็น หลายท่านก็คงมองหาหนทางที่จะทำเงินให้มากขึ้น เช่นลงทุนเปิดร้านขายของ หรือบางท่านก็ให้ความสนใจในเรื่องของการลงทุน โดยทุกวันนี้มีการลงทุนอีกประเภทหนึ่งก็คือการลงทุนในกองทุน แต่ทราบกันหรือไม่ว่า กองทุนคืออะไร

หลายท่านคงทราบกันดีแล้วว่ากองทุนคืออะไร แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าการลงทุนในกองทุนนั้นจะต้องทำอย่างไรบ้าง หรือต้องเริ่มต้นอย่างไร สำหรับท่านที่สนใจในเรื่องกองทุน คงต้องเริ่มศึกษาอย่างจริงจังก่อน โดยความหมายของกองทุนก็คือ การลงทุนร่วมกันกับบริษัทหรือกิจการอย่างหนึ่งได้เปิดให้มีการร่วมลงทุนของลูกค้าจำนวนมาก และให้บริษัทที่มีความสามารถในการลงทุนได้บริหารและจัดการระบบการเงินที่การลงทุนนั้นออกดอกออกผลเป็นผลกำไร โดยจะมีวิธีดำเนินการคือการนำทุนนั้นไปลงทุนต่อในกองทุนที่เป็นทรัพย์สินเช่น พันธบัตร ทองคำ หรือหุ้นกู้ เป็นต้น และเมื่อผลกำไรจากการลงทุนเกิดขึ้นก็จะมีการเฉลี่ยผลกำไรนั้นให้กับผู้ร่วมลงทุนในกองทุนนั้นๆ ซึ่งโดยมากจะถูกเรียกว่ากองทุนรวม

สำหรับท่านที่ยังลังเลที่จะเริ่มลงทุนในรูปแบบของกองทุน เพราะท่านอาจจะยังไม่เข้าใจว่าประโยชน์ของกองทุนคืออะไร และความเสี่ยงมีมากน้อยแค่ไหน ในส่วนของการลงทุนในกองทุนรวมนั้น แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าการลงทุนก็ย่อมต้องมีความเสี่ยงเกิดขึ้นตามแน่นอน แต่การลงทุนในกองทุนรวมนั้นจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในรูปแบบของการเทรดหุ้น เพราะการเทรดหุ้นนั้นผู้ที่เล่นจะต้องค่อยติดตามข่าวสารสถานการณ์การเงินในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างดีก่อนจะลงทุนใดๆ เพราะท่านสามารถทำกำไรได้ในทันทีในวันเดียว และเช่นกันท่านก็จะประสบกับภาวะขาดทุนได้ในวันเดียวเช่นกัน แต่ในด้านของการลงทุนในกองทุนรวม ท่านจะลงทุนในระยะยาวและปล่อยให้ผู้มีประสบกรณีด้านการลงทุนได้บริหารเงินทุนนั้นให้แทน ซึ่งท่านก็จะมีความเสี่ยงที่น้อยลงกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นโดยตรงอย่างแน่นอน

ในด้านของผลประโยชน์อีกด้านหนึ่งของการลงทุนในกองทุนก็คือ การลงทุนนั้นเปรียบเสมือนกับท่านได้ฝากเงินเอาไว้และเมื่อถึงเวลาปันผลกำไร ท่านก็จะได้รับเงินส่วนนั้นกลับมาคล้ายกับการได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝาก และถ้าหากว่าท่านยังคงมีคำถามที่ว่า กองทุนคืออะไร คำตอบนี้คงจะกระจ่างขึ้นได้ถ้าหากว่าท่านได้เริ่มต้นลงทุนในกองทุนตั้งแต่วันนี้

Read more...



ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

ถ้าพูดถึงการลงทุนแล้ว ไม่ว่าเป็นการลงทุนทำอะไรสักอย่างก็ยอมมีความเสี่ยงตามมาเสมอ  เช่นเดียวกับการลงทุนเล่นหุ้น   ถ้าหวังเพียงส่วนต่างเล็กน้อยจากเงินลงทุนก็จะพบกับความเสี่ยงที่น้อย   แต่ถ้าต้องการเงินปันผลและส่วนต่างที่สูงๆก็จะพบกับความเสี่ยงสูงตามมาด้วยเช่นกัน  ผู้เล่นหุ้นจำเป็นต้องรู้จักศึกษาและคิดวิเคราะห์ตลาดหุ้นก่อนลงทุนทุกครั้ง  บางครั้งจะอาศัยตำราเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์   และการมองให้ออกว่าหุ้นแต่ละตัวเป็นอย่างไร พฤติกรรมและแนวโน้มไปในทิศทางไหน เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “รู้เขารู้เรา จะรบสักร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง”

สำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์   อาจจะค้นหาข้อมูลเก่าๆของหุ้นตัวนั้นมาวิเคราะห์แน้วโน้มและความน่าจะเป็นแทนได้   เคยมีคนกล่าวว่า “ตลาดหุ้นอาจจะเป็นตัวบ่งชี้การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในประเทศในอนาคตได้”  ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีอาจจะทำให้ตลาดหุ้นมีผลกระทบตามไปด้วย แต่ประเทศไทยเป็นเพียงตลาดหุ้นเล็กๆเท่านั้น   ดังนั้นคงไม่มีพลังมากพอที่จะไปผลักดันอะไร   เศรษฐกิจของไทยส่วนใหญ่มาจากการส่งออกไปขายในประเทศใกล้เคียง จึงทำให้ตลาดหุ้นบ้านเราจะแปลผันตามตลาดหุ้นของสิงคโปร์ ฮ่องกง และตลาดหุ้นใหญ่อย่างอเมริกา  คือถ้าหุ้นของประเทศเหล่านี้ไม่ดีอาจทำให้ตลาดหุ้นในไทยก็สะเทือนได้เหมือนกัน  สำหรับบทความนี้จะยกตัวอย่างไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

  1. การขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษาก่อนลงทุนในบริษัทหุ้นต่างๆนั้น ว่าเศรษฐกิจช่วงนี้อยู่ในสภาวะไหน ธุรกิจส่วนไหนที่มีปัญหาหรือเริ่มจะมีปัญหา ควรคำนึงถึงเศรษฐกิจโลกตัวอย่างเช่น   สำนักงานพลังงานสากล (IEA)ได้มีปรับลดตัวเลขปริมาณความต้องการใช้น้ำมันต่อวันในปี 2554 ลงจากเดิมราว 2 แสนล้านบาร์เรลต่อวัน (ประมาณการเดิมที่ 89.3 ล้านบาร์เรล) ด้วยความกังวลที่ว่าปริมาณความต้องการโลกมีแนวโน้มหดตัว และอาจทำให้ผลผลิตน้ำมันโลกเกินความต้องการ และหลังจากนี้เชื่อว่าสิ่งที่อาจจะเกิดตามมาก็คือ การค้าระหว่างโลกอาจชะลอตัวลงตามลำดับ และน่าจะมีกระทบต่อภาคส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่มิได้จำเป็นต่อการดำรงชีพเช่น คอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ปริมาณสินค้าคงคลังของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และ อาจจะนำไปสู่การปรับลดกำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม

ดังตัวอย่าง แน่นอนว่าการที่เราเริ่มต้นลงทุนในหุ้นบริษัทไหน เราควรลงทุนในหุ้นที่มีผลประกอบการดีและผันผวนน้อย ลงทุนในบริษัทหุ้นที่เรารู้จักว่าบริษัททำธุรกิจอะไร ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจถึงธุรกิจและศึกษาความเสี่ยงของหุ้นนั้นๆง่ายขึ้น เหมาะมากสำหรับมือใหม่ที่เริ่มลงทุน

  1. อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารเพิ่มขึ้น          ถ้าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารเพิ่มขึ้น   บางคนอาจจะย้ายเงินลงทุนจากหุ้นมากฝากกับธนาคารแทนเพราะความเสี่ยงที่น้อยกว่าและยังได้ดอกเบี้ยอีกด้วย   แต่ไม่ใช่ทุกคนจะคิดแบบเดียวกันเพราะบางครั้งดอกเบี้ยที่ธนาคารก็ไม่ได้มากเท่าผลตอบแทนที่ได้จากการเล่นหุ้น   บางบริษัทอาจจะกู้ยืมเงินมาจากธนาคาร มา    ทำให้ผลกำไรของบริษัทลดลงเพราะต้องนำเงินจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น   ทำให้ผู้ลงทุนได้ผลตอบแทนน้อยลงไปด้วย
  2. เรื่องการเมือง/และความมั่นคงภายในประเทศเรื่องการเมืองถือว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง  ที่มีผลต่อตลาดหุ้นของไทย   หลายคนคงเคยข่าววางระเบิด  ข่าวม๊อบประท้วงจนรัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน  ทำให้เงินหมุนเวียนภายในประเทศน้อยลงและสร้างความไม่มั่นใจกับนักลงทุนต่างชาติ   นักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวผลักดันให้หุ้นขึ้นแรงและลงต่ำมากเพราะเขามักจะซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากๆ  แต่ถ้ามีข่าวความไม่มั่นคงเขาก็พร้อมจะถอนหุ้นออกทั้งหมดได้เช่นกัน

บางครั้งการวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัวว่าพื้นฐานของหุ้นและบริษัทนั้นทำอะไร  มีความสามารถในการทำกำไรได้มากน้อยเท่าไร  และที่สำคัญคือไม่เชื่อข่าวลือที่ปล่อยออกว่าหุ้นบริษัทนี้จะลดลงหรือเพิ่มขึ้นควรจะวิเคราะห์ให้ดีๆก่อนลงทุนและนี้คือไอเดียการวิเคราะห์หุ้นในประเทศไทย….

Read more...



แนะผู้บริโภคมีปัญหาการใช้บริการทางการเงิน

เงินเป็นปัจจัยหลักหลักที่สำคัญที่สุดในยุคสมัยใหม่แห่งดิจิตอล เงินนับว่าเป็นตัวแปรที่สำคัญในการดำรงชีวิตตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งในเวลานอนด้วย การใช้บริการทางการเงินก็เป็นปัจจัยหลักที่ควบคู่กัน ในทุกรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฝาก ถอน โอน สินเชื่อ การลงทุนทำธุรกิจทุกประเภท การลงทุนในหลักทรัพย์ หุ้นหรือกองทุนรวมต่าง ๆ

การใช้บริการทางการเงิน ในรูปแบบต่าง ๆ เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคในการใช้บริการทางการเงินทุกรูปแบบที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับหน่วยงานให้สอดคล้องกับยุคสมัย ผู้บริโภคเข้ารับการบริการได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น การพัฒนารูปแบบหรือผลิตภัณฑ์การให้บริการทางการเงินหลากหลายรูปแบบที่ผู้บริโภคยังไม้คุ้นชินในการใช้บริการจึงทำให้ประสบปัญหาอยู่บ่อยครั้งในการใช้บริการทางการเงินดังกล่าว ผู้ผลิตบางรายก็ยังไม่ได้ชี้แจงการใช้บริการในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ที่ตนคิดค้นขึ้นมา เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแน่นอนว่าผู้บริการย่อมมีความเดือดร้อน บางท่านอาจจะไปแจ้งลงบันทึกประจำวันกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเผยแพร่สู่สื่อดิจิตอล ปัญหาการใช้บริการทางการเงินนั้นมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลอยู่จำนวน 3 หน่วยงานที่ผู้บริโภคสามารถเข้าไปแจ้งเหตุได้ประกอบไปด้วย

  1. ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบดูแลในส่วนของธนาคารหรือสถาบันการเงิน โดยผู้ใช้บริการทางการเงินสามารถขอข้อมูล คำปรึกษา และร้องเรียนโดยตรงได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 1213 ในวันจันทร์–วันศุกร์ เวลา 08.30 – 12.00 น. และ 13.00 -16.30 น.
  2. SEC Help Center ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์รับผิดชอบดูแลในส่วนของการลงทุนทั้งเรื่องหลักทรัพย์และกองทุนรวมต่าง ๆ และยังเป็นศูนย์กลางให้บริการตอบคำถาม ให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับตลาดทุนไทย และบทบาทหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนและเบาะแสในกระทำผิดในตลาดทุนโดยสามารถติดต่อผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ โทรศัพท์หมายเลข 0-2263-6000 หรือ E-mail: info@sed.or.th หรือที่เว็บไซต์ www.sec.or.th รวมทั้งการเดินทางมาติดต่อด้วยตนเองที่ทำการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
  3. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจะดูแลในส่วนของการประกันชีวิตและประกันวินาศภัย โดยสามารถติดต่อผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ สายด่วนประกันภัย 1186 กระดานรับเรื่องร้องเรียนทาง www.oic.or.th หรือ E-mail: ppd@oic.or.th หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

อย่างไรก็ตามแม้จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลการใช้บริการทางการ ผู้บริโภคเองก็ควรศึกษาถึงวิธีการใช้บริการในรูปแบบนั้น ๆ ด้วยเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และควรหมั่นติดตามข่าวสารการเปิดให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปแบบใหม่ หรือสถาบันการเงินที่ท่านใช้บริการทางการเงินอย่างใกล้ชิด

Read more...



แนะนำค่ายบัตรกดเงินสดหรือผ่อนซื้อของ

ในการใช้จ่ายของหนุ่มสาวที่เข้าสู่วัยทำงาน ย่อมมีความจำเป็นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งหากว่ามีสิ่งที่เอื้อในการใช้จ่ายอย่างเช่น บัตรที่ใช้ในการกดเงินสดมาใช้ในยามฉุกเฉิน หรือจะเป็นบัตรที่ใช้ในการผ่อนชำระสิ่งของต่างๆ ซึ่งก็คงจะดีไม่น้อยที่จะช่วยให้การใช้จ่ายของท่านสะดวกขึ้น และสบายขึ้นในการผ่อนชำระ โดยบทความนี้จะแนะนำค่ายบัตรกดเงินสดหรือผ่อนซื้อของให้แก่ท่านที่ยังตัดสินใจอยู่ว่าจะสมัครบัตรกับที่ไหนดี

สำหรับคำแนะนำค่ายบัตรกดเงินสดหรือผ่อนซื้อของนั้นคงจะชี้ชัดไปที่ค่ายใดค่ายหนึ่งไม่ได้ แต่จะต้องให้ท่านเป็นผู้ตัดสินใจและเลือกที่สมัครด้วยตนเอง โดยอาจจะพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ย หรือสินค้าค่ายต่างๆที่ร่วมรายการโดยบัตรแรกที่น่าสนใจก็คือบัตรกรุงศรี เฟิร์สช้อยส์คาร์ดซึ่งเป็นบัตรที่ท่านสามารถผ่อนชำระสินค้าได้และยังสามารถกดเงินสดในยามฉุกเฉินได้อีกด้วย โดยคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครบัตรนี้ก็คือ ท่านจะต้องมีอายุตั้งแต่ 20-60 ปีและมีรายได้รวมต่อเดือนตั้ง 10,000 – 15,000 บาทขึ้นไป ซึ่งอายุในการทำงานของท่านจะต้องมีตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป โดยบัตรนี้จะให้วงเงินสูงสุดถึง 5 เท่าของเงินเดือนท่านโดยยังมีสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำที่ร่วมบริการมากถึง 9,000 แห่ง และท่านยังสามารถผ่อนชำระผ่านทางตู้เอทีเอ็มได้อีกด้วย

นอกจากบัตรจากค่ายกรุงศรีแล้ว คำแนะนำค่ายบัตรกดเงินสดหรือผ่อนซื้อของที่น่าสนใจยังมีอีกค่ายหนึ่งที่หลายท่านน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยย่าจะเคยได้ยินชื่อกันมาบ้าง ก็คือบัตรกดเงินสดยูเมะ พลัส บัตรนี้นอกจากท่านจะกดเงินสดได้จากตู้กดเงินสดของยูเมะพลัสแล้ว ท่านยังสามารถกดผ่านตู้เอทีเอ็มที่ร่วมรายการได้อีกด้วย โดยคุณสมบัติหลักๆของผู้สมัครนั้น ต้องมีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 7,000 บาท และมีอายุตั้งแต่ 20-50 ปีบริบูรณ์ โดยบัตรนี้ท่านสามารถกดเงินในวงเงินขั้นต่ำตั้งแต่ 20 บาท และสูงสุดไม่เกินครั้งละ 100,000 บาท นอกจากกดเงินสดได้แล้ว บัตรยูเมะพลัสยังสามารถให้ท่านผ่อนชำระสินค้าที่ร่วมรายการ โดยจะต้องมีป้ายอีซี่บายติดอยู่ ณ.จุดที่ท่านซื้อสินค้า

การให้คำคำแนะนำค่ายบัตรกดเงินสดหรือผ่อนซื้อของที่ถูกต้องนั้น แท้จริงแล้วท่านผู้ถือบัตรหรือผู้ที่จะสมัครจะต้องคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ย และความจำเป็นของการใช้เงินในแต่ละครั้งด้วย เพราะนอกจากความสะดวกสบายในการใช้ซื้อสินค้าแล้ว ท่านจะต้องนึกถึงความสะดวกสบายในการจ่ายเงินและดอกเบี้ยที่จะตามมาในอนาคตอีกด้วย เพราะฉนั้นควรเลือกใช้บัตรตามความเหมาะสม และใช้จ่ายอย่างพอดี

Read more...



แนะนำเกี่ยวกับ บัตรกดเงินสด สินเชื่อเงินสด

เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้างเกี่ยวกับ สินเชื่อเงินสด บัตรกดเงินสด บางคนก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี บางคนก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร วันนี้เราจะมาแนะนำขยายความให้เข้าใจกันว่า สินเชื่อเงินสด บัตรกดเงินสด คืออะไร เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เราจะมาแยกพิจารณาสินเชื่อเงินสด บัตรกดเงินสด กันที่ละส่วน

สินเชื่อ ถ้าอธิบายอย่างเป็นทางการก็มีความหมายว่า

“การทำสัญญาระหว่างคน 2 ฝ่ายด้วยความเชื่อใจ ไว้วางใจว่าฝ่ายผู้ให้ยินดีที่จะให้เงิน สินค้า หรือบริการ กับฝ่ายผู้ขอไปใช้ก่อน ตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา หลังจากครบกำหนดเวลาที่ระบุไว้ ผู้ขอจะต้องมาชำระคืนเป็นเงิน ทั้งจำนวนเงินต้นรวมทั้งดอกเบี้ยด้วย (หากมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้)”

หรือถ้าเราจะอธิบายให้ง่ายๆ ก็อาจจะกล่าวได้ว่า สินเชื่อ คือ รูปแบบการทำสัญญากู้ยืมเงินนั่นเอง ดังนั้น สินเชื่อเงินสด ก็จึงหมายถึง การทำสัญญากู้ยืมเงินสดระหว่างผู้ขอกู้และผู้ให้กู้เพื่อนำมาใช้จ่ายประจำวัน

ส่วนบัตรกดเงินสด หมายถึง บัตรที่ได้มาจากการทำสัญญาสินเชื่อเงินสด โดยผู้ให้กู้จะอนุมัติออกบัตรให้กับผู้ขอกู้ เมื่อผู้ขอกู้มีสถานะตรงตามเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนด บัตรนี้จะสามารถกดถอนเงินสด จาก ตู้ ATM เพื่อนำไปใช้ได้ตลอดเวลา แต่จำนวนเงินจะกดได้ตามวงเงินที่กำหนดไว้ในบัตรเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินฝากในบัญชี แต่จะมีการกำหนดวงเงินและวงเงินสูงสุดไว้ให้

ดังนั้นเราสรุปด้วยภาษาง่ายๆว่า สินเชื่อเงินสด บัตรกดเงินสด คือสิ่งเดียวกัน สินเชื่อเงินสดลักษณะเหมือนนามธรรม บัตรกดเงินสดก็เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ของสินเชื่อเงินสด เช่นเมื่อคุณไปธนาคารเพื่อไปขอสมัครสินเชื่อเงินสด หากคุณผ่านการอนุมัติ ธนาคารก็จะออกบัตรกดเงินสดมาให้ อย่างนี้เป็นต้น

สินเชื่อเงินสด บัตรกดเงินสด เหมาะกับใคร ? ด้วยข้อจำกัดในเรื่องดอกเบี้ยที่สูงถึง 20 % – 28 % ต่อปี เรียกว่าสูงเอาเรื่องทีเดียวจึงทำให้ สินเชื่อเงินสด บัตรกดเงินสด ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ดังนั้นคนที่เหมาะที่จะทำ สินเชื่อเงินสด บัตรกดเงินสด ก็คือผู้ที่กำลังต้องการเงินอย่างเร่งด่วน แต่ไม่มีเงินสำรองหรือเงินออมเลย ผู้ที่มีเหตุฉุกเฉินจริงๆที่จะต้องใช้เงินสดเท่านั้น ถ้าหากเราไม่ค่อยพบเจอเหตุการณ์ฉุกเฉินและเราพอมีเงินออมไว้สำรองบ้าง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสมัคร สินเชื่อเงินสด บัตรกดเงินสด ไว้

สินเชื่อเงินสด บัตรกดเงินสด เป็นทางออกหนึ่งของปัญหาการเงินในยามฉุกเฉิน แต่จริงๆแล้วจะให้ดีเราควรปรับปรุงตัวเราเอง ปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของเราเองจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีเหตุฉุกเฉินบ่อยๆ เพราะถ้าเราสมัคร สินเชื่อเงินสด

Read more...



เลือกบ้านที่ถูกใจ ในราคาที่ผ่อนชำระไหว

กว่าจะมีบ้านสักหลังในชีวิตถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากสำหรับมนุษย์เงินเดือนและคนที่มีรายได้จำกัด การตัดสินใจเลือกซื้อบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เหมือนเลือกซื้อสินค้าชนิดอื่น เนื่องจากบ้านแต่ละหลังไม่ใช่ราคาถูกๆ อย่างน้อยก็ต้องเริ่มต้นกันที่หลักล้าน ทำงานกันมาครึ่งชีวิตบางครั้งยังเก็บเงินได้ไม่พอซื้อบ้านเลย วิธีเดียวที่จะมีบ้านได้ก็คือต้องกู้เงิน ด้วยเหตุผลนี้การเลือกซื้อบ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคิดให้รอบครอบ คิดรอบด้าน คิดแล้วคิดอีก แต่ต่อให้คิดดีแค่ไหนก็ตาม บางครั้งก็ยังมีปัญหาผ่อนไม่ไหว โดนยึดบ้าน กลายเป็นหนี้ก้อนโต สุดท้ายกลายเป็นติดเครดิตบูโรอีกต่างหาก แล้วเราจะเลือกซื้อบ้านอย่างไร ให้ผ่อนได้สบายใจ?

วิธีเลือกซื้อบ้านอย่างไรให้ผ่อนได้สบายใจนั้นไม่ยากเลย อย่างแรกสุดคือ อย่าเลือกบ้านที่ชอบอย่างเดียว แต่ให้เลือกบ้านที่คุณชอบและราคาผ่อนไหว ข้อนี้สำคัญมาก ใครๆ ก็อยากได้บ้านสวยๆ หลังใหญ่ๆ แพงๆ กันทั้งนั้น บ้านในฝันของคุณจะราคา 5 ล้าน 10 ล้าน หรือแม้แต่ 20 ล้านก็ได้ แต่บ้านในชีวิตจริงที่คุณผ่อนไหวคือเท่าไร? คุณอาจตอบว่า ราคาเท่าไรฉันไม่สนหรอก ฉันชอบ ฉันจะอดทน ฉันจะผ่อนให้ได้ หากฉันไม่ยอมแพ้ฉันต้องชนะ! นั่นคือประโยคดราม่าตัวแม่ คนคิดแบบนี้สุดท้ายล้วนระทมทุกข์มานักต่อนักแล้ว คุณต้องไม่เดินตามรอยคนพวกนี้เป็นอันขาด จงก้มมองไปที่สลิปเงินเดือนของคุณ แล้วคำนวณเดี๋ยวนี้ ราคาบ้านที่ผ่อนไหวคือ 40   เท่าของเงินเดือนคุณ จงเลือกบ้านที่คุณชอบในขนาดที่เหมาะสมและราคาผ่อนได้สบายๆ สูตรนี้คือสูตรที่ธนาคารจะประเมินให้เงินกู้แก่คุณด้วยเช่นกัน หากมองโลกในแง่ดีว่าแต่ละปีเงินเดือนคุณจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้คุณมีกำลังใจมากขึ้น

วิธีเลือกซื้อบ้านอย่างไร ให้ผ่อนได้สบายใจข้อที่สองคือ ดาวน์ให้หนักผ่อนให้น้อย อย่าได้จำสลับกันเป็นดาวน์ให้น้อยผ่อนให้นาน เพราะแต่ละปีที่ผ่านไปดอกเบี้ยบ้านจะบานยิ่งกว่าดอกไม้ ดอกไม้ยังบานแค่เช้าและเย็น แต่ดอกเบี้ยบ้านบานตลอดปีตลอดชาติตราบใดที่คุณยังผ่อนไม่หมด ดังนั้นก่อนจะซื้อบ้านเราต้องออมเงินไว้ก้อนหนึ่งเพื่อทุ่มสุดตัวลงไปก่อนกู้ซื้อบ้าน ปกติจะดาวน์กันที่ 20% ของราคาบ้าน แต่ขอย้ำว่าให้ทุ่มสุดๆ เกินกว่านั้นได้ยิ่งดีเพราะยิ่งระยะเวลาผ่อนน้อย ดอกเบี้ยก็น้อยตาม เป็นช่วงเวลาที่คุณต้องใจแข็งมากๆ เพราะธนาคารจะประเมินให้คุณกู้ได้ในราคา 80 % ของราคาประเมินซื้อขายบ้าน คุณอาจเผลอคิดว่าเขาให้กู้เราก็กู้ให้เต็มจำนวนไปเลยดีกว่า อย่าได้คิดเช่นกันเพราะทุกบาททุกสตางค์ของเงินกู้คือดอกเบี้ย

สรุปก็คือวิธีเลือกซื้อบ้านอย่างไร ให้ผ่อนได้สบายใจคือ เลือกบ้านที่คุณชอบในราคาที่คุณผ่อนไหว ดาวน์ให้หนักผ่อนให้น้อย และสุดท้ายคิดจะผ่อนบ้านอย่าตัดสินใจนาน พร้อมแล้วก็เริ่มต้นได้เลย อย่ารอเวลา ธนาคารส่วนใหญ่ให้คุณผ่อนได้ไม่เกิน 30 ปี เวลาไม่คอยใคร..แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณซื้อบ้าน..บ้านของคุณคอยคุณอยู่เสมอ..

Read more...